คุยเรื่องคำถามในบรรยากาศที่ท่านห้ามถาม

Share on FacebookTweet about this on TwitterShare on Google+Pin on PinterestShare on TumblrEmail this to someone

12119009_1016554275073779_8199650569475113950_n

คอลัมน์: 5 dialogue             เรื่อง: สันติสุข กาญจนประกร             ภาพ: Laudine Dubeaux

 

เอาแบบผ่านๆ ใบพัด นบน้อม ดูเป็นหนุ่มอารมณ์ดี สังเกตได้จากวิธีการเขียนสเตตัสบน เฟสบุ๊ค ของเขา นี่ถ้าไม่กลัวเขาโกรธ ผมจะต่อท้ายให้ด้วยว่า ยังดูเจ้าชู้ไม่เบา

 

ใบพัดเป็นทั้งนักเขียน นักทำบทสัมภาษณ์ และคอลัมนิสต์นิตยสารชื่อดัง อาทิ PLAYBOY THAILAND , GM, ELLEMEN, CLEO, สารคดี

 

คนรุ่นใหม่ที่สนใจงานด้านนี้ ต่างยกตำแหน่งให้เขาเป็นมือทำสัมภาษณ์แห่งยุค

 

ส่วนผม, จะขออนุญาตสัมภาษณ์นักสัมภาษณ์คนนี้ ด้วยคำถามหลักๆ เกี่ยวกับการทำสัมภาษณ์ ซึ่งงานประเภทนี้นั้น มากบ้างน้อยบ้าง ศาสตร์ของมันอยู่ที่การตั้งคำถาม รวมไปถึงการบริหารสมาธิในการฟัง

 

นี่จึงน่าสนใจยิ่ง เพราะในประเทศที่ผู้คนถูกกล่อมกันว่า การมีคำถามเป็นเรื่องเสียมารยาท ผมอยากฟังคำตอบจากเขาคนนี้

 

01

ในขณะที่บ้านเมืองอยู่ในสภาวะไม่ปกติ ถ้าวัดกันเเค่เรื่อง ความสามารถ เเละ เทคนิคในการสัมภาษณ์ ของเเบบนี้มีส่วนในการช่วยตั้งคำถามได้เเหลมคมมากน้อยเพียงใด พูดตรงๆ คือ เทคนิคดี ก็ล้วงคำตอบได้เก่ง

 

ผมเชื่อเรื่องคำถามนะ ถ้าคำถามดี ก็มีโอกาสที่จะได้คำตอบที่ดี นักสัมภาษณ์ที่เก่งๆ เขาจะมีคำถามที่เร้าใจทำให้อยากตอบ เป็นคำถามที่ไปเขย่า ไปกระตุกต่อมผู้ถูกสัมภาษณ์ให้อยากพูด อยากคุย คำถามที่ดีมันทำหน้าที่ยั่วคนตอบ

 

คนที่เป็นตัวจริง คำถามที่ดีย่อมทำหน้าที่ส่งเสริมให้ทุกคนเห็นว่าเขาเป็นของจริง ขณะที่ตัวปลอมก็จะทำหน้าที่ให้เขาได้เปิดหน้ากากหรือแก้ผ้าตัวเอง บางทีคำถามไม่มีอะไร เป็นเขาเองนั่นแหล่ะ ที่ลงมือฆ่าตัวเองในบทสัมภาษณ์

 

เอาเข้าจริงๆ การสัมภาษณ์เต็มไปด้วยบรรยากาศของการหลอกล่อ เหมือนชงลูกตระกร้อแล้วรอให้ใครมาตบ มีหลายคนที่ผมหลอกล่อได้สำเร็จ แต่บางคนก็ไม่ ถ้าผมไม่ได้คำตอบดีๆ บางทีผมแอบคิดอยู่ 2 อย่าง

 

อย่างแรกคือ หรือเขาไม่มีอะไร เป็นคนไม่มีของ กับสอง โทษตัวเอง เป็นเพราะเราต่างหากที่ไม่สามารถล้วงลึก ไม่สามารถดึงเขาออกมาได้ (ส่วนมากผมโทษตัวเอง)

 

บางคนมันยากจริงๆ นะ เขาแทบไม่ปล่อยอะไรให้หลุดเลย คำตอบที่ออกมามันเซฟจนไม่สนุก คุณภิญโญ ไตรฯ เคยบินไปสัมภาษณ์คุณทักษิณ หลายคนก็เซ็งว่าทำไมไม่เห็นมีคำถามที่แหลมคมเลย อุตส่าห์ได้นั่งคุยกับคนระดับนี้ทั้งที พี่โญบอกว่า ระดับคุณทักษิณเขาไม่โง่หรอก คนที่มีข้อมูลทั้งประเทศอยู่เต็มกำมือแบบนี้ เขารู้ว่าคำถามเราต้องการอะไร จะนำไปสู่อะไร เขารู้ แต่เขามีวิธีการตอบแบบของเขา นาทีนั้นเราก็แค่ประคองเกมให้จบแบบสวยๆ อย่ายิงเข้าประตูตัวเองพอ

 

เท่าที่สัมภาษณ์มา ผมเจอคนที่เซฟตัวเองจนหมดสนุกอยู่ 2 คนมั้ง แต่สำหรับบางคนที่ผมหลอกล่อได้สำเร็จ ด้วยการทำลายตัวตนที่เขาเซ็ตมาจากบ้านได้ กำแพงความแปลกหน้าในกันและกันได้พังลงไปจนหมดสิ้น นั่นเป็นช่วงเวลาที่เขาจะเปิดใจ เราจะได้คำตอบที่เราอยากได้ และได้อะไรที่ไม่คิดว่าจะได้ เขาจะเอาทุกสิ่งทุกอย่างมาประเคนถึงมือคุณ ผมจะฟินสุดๆ ก็ช่วงนี้แหล่ะ

 

อีกเรื่องหนึ่ง มักมีคนถามผมว่า จะรู้ได้ไงว่าคำตอบของเขา จริงหรือไม่จริง ผมไม่รู้ เราไม่มีทางรู้หรอก เช่น เขาอาจบอกว่า ทุกวันนี้สามารถมีเซ็กส์กับผู้หญิงได้วันละหลายสิบรอบ มันอาจจริงหรือไม่จริง แต่ผมไม่สน หน้าที่ผมคือการเปิดเปลือยตัวตน ทัศนคติเขาออกมาให้ได้มากที่สุด นอกนั้นเป็นหน้าที่ของคนเสพในการตัดสิน ผมแค่เป็นร่างทรง เป็นทางผ่าน เป็นแค่คนเอาความคิดความอ่านของเขามาบอกเล่าอย่างตรงไปตรงมาที่สุด ก็แค่นั้น

 

บทสัมภาษณ์มันอาจบอกอะไรหรือไม่ได้บอกอะไรเลย ว่ากันตามตรง งานบทสัมภาษณ์ก็ไม่ต่างจากงานวรรณกรรม เพราะเมื่อคุณถอดเทป มันก็ผ่านการเรียบเรียง อีดิต ตัดต่อให้ดูน่าอ่าน ความสดมันหายไป มันดูมีจริตนะ แล้วงานบทสัมภาษณ์มันก็แค่การบันทึกความคิดของคนคนนั้นในช่วงเวลาหนึ่ง เพราะอย่าลืมว่า คำตอบของคนมันอิงอยู่กับบริบทในช่วงนั้นๆ

 

ยิ่งถ้าอยู่ในสถานการณ์ที่ยังไม่นิ่ง ฝุ่นยังตลบ มันคงมองเห็นอะไรได้ไม่ชัด ข้อมูลแค่นี้ ก็เห็นแค่นี้  แล้วไหนจะธรรมชาติของมนุษย์ที่เคลื่อนผ่านไปตลอดเวลา เวลาหนึ่งอาจยืนยันคำตอบนี้ แต่เมื่อผ่านไปก็อาจไม่ใช่แล้ว บางทีต้องให้ความยุติธรรมกับผู้ถูกสัมภาษณ์ด้วยนะ เอาเข้าจริงๆ เราควรระบุวันเวลาที่ไปสัมภาษณ์กำกับทุกครั้งเพื่อความแฟร์

 

นี่ ไอ้ห่า บางทีไปขุดโคว้ทเก่าๆ มาหากิน มาโยงกับสถานการณ์ปัจจุบันหน้าตาเฉย เฮ้ย มันคนละบริบทกัน

 

02

คุณสมบัติของนักสัมภาษณ์ที่ดี กับ ผู้พอสัมภาษณ์ได้ เเตกต่างกันอย่างไรในสายตาคุณ

คุณสมบัติของคนที่เป็นนักสัมภาษณ์เก่งๆ หรือพิธีกรเก่งๆ เวลาที่เขาลงสนามจะทำให้บรรยากาศรอบตัวตกอยู่ในความเป็นกันเอง สามารถปลดล็อคความประหม่า ความแปลกหน้าในกันและกันของคู่สนทนาได้  พอทุกคนถูกปลดล็อคแล้ว การพูดคุยจะสนุกมาก ทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติไปหมด และเมื่อการสนทนาจบลงทุกคนก็แยกย้ายด้วยดี ไม่มีความรู้สึกอะไรติดค้างต่อกัน

 

ความแตกต่างอีกอย่าง สังเกตได้จากชุดคำถาม ถ้าเป็นผู้พอสัมภาษณ์ได้คำถามมันจะแนวแนะนำตัว เช่นช่วงนี้ทำอะไรบ้าง งานชุดนี้ได้แรงบันดาลใจจากอะไร อยากฝากอะไรทิ้งท้าย ถ้าผมเป็นคนตอบก็คงเบื่อฉิบหาย คิดดูว่าวันๆ หนึ่งมีสื่อมาขอสัมภาษณ์ด้วยคำถามซ้ำๆ เดิมๆ แบบนี้กี่หัวกี่ฉบับ กี่ช่องทีวี มันเป็นชุดคำถามสำเร็จรูป

 

แต่นักสัมภาษณ์ที่ดีเขาจะทำการบ้านหนักมาก จะสร้างชุดคำถามที่แตกต่าง ถึงแม้ว่าคนคนนั้นจะดังแค่ไหน มีสื่อไปรุมสัมภาษณ์มาหลายสำนักแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังหามุมเล่นโดยไม่ซ้ำได้ คำถามของเขาทำให้คนสนุกในการตอบ อย่างวงการบันเทิง จริงๆ ผมเชื่อว่าเราทำให้เรื่อง ไร้สาระ ดู ร้ายสาระ  ได้ แค่ให้โอกาสเขา เปิดพื้นที่ใหม่ๆ ให้เขา ลองถามคำถามที่มันวัดกึ๋นดู ถามเรื่องเกี่ยวกับสังคมการเมืองเศรษฐกิจศิลปวัฒนธรรมกับเขาดูบ้าง หยอดเรื่อง 112 ยังได้เลย

 

ลองถามอะไรที่มันไปพ้นขอบกางเกงใน หรือใครเลิกกับใครใครได้กะใครดูบ้าง ไม่จำเป็นต้องแช่แข็งคำตอบไว้ในมุมเดิม แบบต้องตอบหล่อๆ เท่านั้น ผมว่าตอนนี้คนในสังคมมันไม่ได้ไร้เดียงสาแล้ว เรารู้ว่าอะไรเป็นอะไร ฉะนั้น อย่าดูถูกคนอ่าน คนดู คนฟัง เขาไม่ได้โง่ ควรให้ดาราได้ตอบในสิ่งที่เขาคิดเขาเชื่อจริงๆ ทำให้เขาเป็นตัวเขาไม่ใช่คนอื่น

 

03

คนทำสัมภาษณ์มักกังวลกับการตั้งคำถามให้หล่อ ให้คม คุณเห็นอย่างไร

โห คำถามนี้ดีมากเลย (หัวเราะ)  จริงๆ มันเป็นสันดานของนักสัมภาษณ์ที่พยายามคิดค้นหาคำถามที่ไม่เคยมีใครถามมาก่อน บางทีคนในอาชีพนี้มีความทุกข์ว่าคำถามที่มีในมือ ไม่คมไม่หล่อพอ เมื่อก่อนผมก็เป็น แต่เดี๋ยวนี้ผมให้ความสำคัญกับการฟังและจับประเด็นด้วย ไม่ใช่เพียงแค่สักแต่ถามเอาหล่ออย่างเดียว

 

ถ้าจะว่าไป คำถามผมมาจาก 2 ทาง คือ  หนึ่ง คำถามที่มาจากการทำการบ้าน กับ คำถามที่เกิดขึ้นแบบฉับพลันในระหว่างการพูดคุย ผมค้นพบว่า หลายคำถามดีๆ มักมาจากคำตอบของผู้ให้สัมภาษณ์ คำถามพวกนี้จะมาได้ต้องเกิดจากการตั้งใจฟัง และต้องจับประเด็นให้เป็น ผมชอบคำถามที่มาจากคำตอบนะ เพราะบางทีมันก็เซอร์ไพรซ์เรามากๆ นาทีที่เราเริ่มกดปุ่มบันทึกเสียง เราไม่มีทางรู้เลยว่าจะได้อะไรกลับมาบ้าง

 

การเตรียมคำถามโดยทำการบ้านทำให้เราไม่หลุดประเด็น แต่คำถามที่เกิดสดๆ ระหว่างทางมันคือการด้น คือการอิมโพรไวซ์ เป็นสิ่งเวอร์ไพร์ที่เกิดจากการตั้งใจฟัง หลังๆ ผมไม่ค่อยจงใจใส่คำถามหล่อๆ แต่ผมจะอาศัยถามคำถามจากคำตอบของเขาไปเรื่อยๆ วิธีแบบนี้ทำให้บทสนทนาเป็นธรรมชาติมากนะ

 

04

ถ้าเป็นเรื่องบ้านเมือง ในตอนนี้ คุณอยากสัมภาษณ์ใคร ที่คิดว่าเป็น คีย์ เเมน เเล้วจะถามอะไรบ้าง

ผมอยากสัมภาษณ์ท่านมากนะ แต่คงสัมภาษณ์ไม่ได้  บางทีเมื่อคุณรู้จักคำถามที่ควรถามแล้ว คุณก็ต้องรู้จักคำถามที่ไม่ควรถามด้วยนะ ก็… เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคุณเองนั่นแหละ (หัวเราะ)

 

แต่ก็ด้วยคำถามนี่แหละ ที่ทำให้โลกมันขับเคลื่อนไปได้ บางคำถามมันเปลี่ยนโลกเลยนะ เช่นที่สองพี่น้องตระกูลไรท์มองเห็นนกแล้วเกิดคำถามว่า ทำยังไงมนุษย์เราถึงบินได้เหมือนนก จากคำถามข้างต้นก็กลายมาเป็นเครื่องร่อนก่อนวิวัฒนาการมาเป็นเครื่องบิน โลกใบนี้ขับเคลื่อนด้วยคำถามนะ มันถามอยู่ตลอดเวลา จะเป็นยังไงถ้า…

 

และบางคำถามกับบางสังคมก็ควรมีคนตั้งคำถามแรงๆ บ้างนะ  เป็นคำถามที่ไม่มีใครอยากถาม เป็นคำถามที่ไปเขย่าอำนาจบางอย่างให้สั่นคลอน ผมเชื่อว่าหลังการถามคำถามนั้นออกไปแล้ว สังคมมันสะเทือนมันเกิดการเปลี่ยนแปลงแน่นอน

 

05

รู้สึกอย่างไรที่ถูกยกย่องว่าเป็นนักสัมภาษณ์เเห่งยุคสมัย เเล้วอะไรคือมาตรฐานของตัวเองที่ควรรักษาไว้ 

ยังมีคนที่ทำบทสัมภาษณ์ได้ดีกว่าผมเยอะเลย ผมตามอ่านของหลายๆ คนอยู่นะ เพียงแต่ว่าเขาไม่ได้พรีเซ็นต์ว่าจะเอาดีทางนี้ แบบที่ผมชอบทำ ก็แค่นั้นเอง

 

เรื่องมาตรฐาน… ผมไม่มีมาตรฐานอะไรเลย ผมคิดแค่ว่าทำบทสัมภาษณ์ให้ออกมาสนุกๆ น่าอ่านแค่นั้น แค่นั้นจริงๆ

 

 

 

Share on FacebookTweet about this on TwitterShare on Google+Pin on PinterestShare on TumblrEmail this to someone